บทที่ 12 การสอบคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปี
posted on 22 Feb 2011 23:10 by konoroรุ่งอรุณของเช้าวันศุกร์เริ่มสาดแสงผ่านหน้าต่างบานใสที่เปิดอ้าเล็กน้อยลงมายังหัวเตียงนอน ตอบรับกับเสียงร้องขับขานของเหล่านกตัวน้อยที่กำลังโบยบินออกจากรังเพื่อออกไปหากินในยามเช้า
แดนรีบลุกขึ้นจากที่นอนตัวนุ่มสบายของตนเองและเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกจากห้องพักเดินลงมายังห้องอาหารสุดหรูเลิศชั้นล่างตามกลิ่นหอมหวานของชาที่ชงด้วยกรรมวิธีหลายขั้นตอนและคุกกี้หลากรสหลายสีสันที่ยกออกมาจากเตาอบใหม่ๆ ซึ่งบัดนี้กำลังถูกพนักงานในชุดเรียบสีขาวสะอาดนำออกมาวางจัดเรียงบนโต๊ะอาหารอย่างสวยงามถ้วนหน้า
“อรุณสวัสดิ์ครับ รุ่นพี่โคนัน” แดนเอ่ยทักทายด้วยเสียงใสทันทีที่เปิดประตูก้าวเท้าเดินเข้ามา
“อรุณสวัสดิ์” รุ่นพี่โคนันเอ่ยทักตอบ “เมื่อคืนหลับสบายดีไหม? เห็นว่าเมื่อวานนี้เรียนมาหนักเลยนี่”
“หลับสบายดีเลยล่ะครับ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่ากะจะนอนพักเอาแรงต่ออีกสักหน่อย แต่คิดอีกทีไม่เอาจะดีกว่า กลัวว่าจะนอนหลับเพลินจนตื่นมาเรียนสายน่ะครับ”
แดนกล่าวด้วยท่าทีสบายอารมณ์ พลางเอื้อมมือไปรับถ้วยน้ำชาสีแดงอ่อนที่โคนันรินส่งให้ ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสช็อกโกแล็ตลายหินอ่อน
“นอนหลับสบายก็ดีแล้ว วันนี้จะได้เต็มที่กันหน่อย” คำพูดที่ทำให้คนฟังต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างหนัก
“ชาอาราโบน่าจากเมืองดีคัลออซ่า ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสช็อกโกแล็ต เป็นตัวเลือกอาหารว่างในยามเช้าที่ไม่เลวเลยทีเดียว แบบนี้ค่อยสบายท้องหน่อย”
เสียงของอูคาที่กำลังกล่าวสาธยายด้วยความรอบรู้อยู่นั้นดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลังขัดจังหวะการสนทนาของคนทั้งสองให้ยุติลง ในขณะที่บาคาฝาแฝดอีกคนหนึ่งกำลังเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาที่รุ่นพี่โคนันยื่นส่งให้ตรงหน้าขึ้นมาถือเอาไว้ในมือตนเองสองชุด
“แต่ฉันว่าชาฟาแมย่าต้นตำรับชาววังจากเมืองกาปาล็อบบี้ ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสวะนิลาน่าจะสบายท้องมากกว่านะ แถมมันยังช่วยให้ความรู้สึกสดชื่นและกระชุ่มกระชวยอีกด้วย”
รินที่เดินตามเข้ามาในห้องอาหารทีหลัง ก็เอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาสีเหลืองนวลที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสวะนิลาที่วางอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่งให้กับมาเลที่ยืนอยู่ด้านข้างหนึ่งชุดและถือเอาไว้ในมือตนเองอีกหนึ่งชุด
“อืม เธอนี่มีรสนิยมดีเหมือนกันนะ แต่ของอร่อยที่แท้จริงน่ะมันต้องเป็นชาฮาฟาม่าจากเมืองลูพีช ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสนมสิ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นของดีเลิศอย่างแท้จริง นอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้ว มันยังกระตุ้นระบบประสาทในการทำงานให้ตื่นตัวอีกด้วยนะ”
โมบาราคิก้าวเท้ามาหยุดยืนที่ด้านข้างของริน ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาสีน้ำตาลเข้มที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสนม ยื่นส่งให้กับวีอาร่าและกาเบโล่ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังคนละหนึ่งชุดอย่างระมัดระวังและถือเอาไว้ในมือของตัวเองอีกหนึ่งชุด
“แต่ของขึ้นชื่อของที่นี่มันคือชากาน่าฟาเลียน่า ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสกาแฟไม่ใช่เหรอ?”
แอเดียที่กำลังนึกทบทวนความคิดอยู่เป็นนานสองนาน ก็ตกลงใจเอื้อมมือไปคว้าหยิบถ้วยน้ำชาสีใสที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้สีรสกาแฟมาถือไว้ในมือของตนเองสองชุด
“พวกนายจะเถียงเรื่องชากันอีกนานไหมเนี่ย? เดี๋ยวก็ไม่มีที่นั่งให้ได้นั่งหรอก”
เสียงพูดอันเรียบง่ายของเซโน่ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ เรียกร้องความสนใจจากทุกคนให้เหลียวสายตาหันกลับมามองได้เป็นอย่างดี ขณะที่กำลังเดินเข้ามาในห้องอาหารพร้อมกับมิคาเอลและทาเซียอีกสองคน
ก่อนจะเดินมาหยิบถ้วยน้ำชาสีเขียวอ่อนที่อยู่ใกล้มือที่สุดที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้หลากสีสันมาถือไว้ในมือ พร้อมทั้งยื่นส่งให้กับมิคาเอลและทาเซียที่เดินตามมาข้างหลังอีกคนละหนึ่งชุด
“อืม! ท่าทางคนที่รู้เรื่องในการดื่มชามากที่สุดคงจะเป็นเธอสินะ...เซโน่”
รุ่นพี่โคนันเอ่ยแซว หากแต่เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกขานกลับไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด กลับค่อยๆเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารที่อยู่ด้านในสุดของร้าน
“ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะครับ!? รุ่นพี่โคนัน” โมบาราคิเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ก็ถ้วยน้ำชาที่เซโน่หยิบไปนั้น ก็คือ ชาเอมอสไจด้าจากหมู่บ้านเดลฟาแอลนิทัสที่ว่ากันว่าสามเดือนจะได้ลองชิมกันสักหน แถมยังเลือกหยิบคุกกี้สมุนไพรหายากที่ส่งมาจากป่าบาน่าบาน่าอีกด้วย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่ารู้เรื่องในการดื่มชามากที่สุดจะได้ยังไงล่ะ”
“ถ้ารุ่นพี่โคนันพูดออกมาถึงขนาดนั้น ก็คงจะเถียงต่อไม่ได้แล้วสินะครับ” พูดจบเจ้าตัวก็เดินนำเพื่อนคนอื่นให้ไปนั่งรวมตัวกลับเซโน่ที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีสายตาของรุ่นพี่โคนันมองไล่ตามหลัง
“ว่าแต่ว่าวันนี้มีเรียนอะไรกันบ้างล่ะ?”
แดนหันไปถามมาเลที่นั่งจิบชาอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีเรียบร้อย กลับทำให้เจ้าตัวคนที่ถูกถามทำสีหน้างงๆเหมือนไม่เข้าใจในคำถามที่ถาม หากแต่เพื่อนคนอื่นๆที่นั่งอยู่รอบโต๊ะทำได้แต่อมยิ้มอย่างขำๆ
“นายนี่ไม่เคยดูตารางเรียนที่รุ่นพี่ทีนาสแจกให้กับเค้าเลยรึไงกัน วันนี้น่ะเค้าไม่มีเรียนกันหรอกนะ แต่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้นอีก” รินเอ่ยตอบแทน
“เรื่องอะไรเหรอที่ว่าสำคัญน่ะ!?” แดนเอ่ยถามในทันควัน นัยน์ตาส่องประกายกล้าด้วยความอยากรู้
“ก็วันนี้ฉันต้องเป็นคนคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีน่ะสิ” รุ่นพี่โคนันกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่กำลังเดินมาหยุดยืนที่หัวโต๊ะอาหารพร้อมกับถ้วยน้ำชาสีเขียวอ่อนในมือ
“หัวหน้าระดับชั้นปี!? งั้นก็หมายความว่า...!?” แดนทวนคำอย่างสนใจ
“ก็อย่างที่นายคิดนั่นแหละ หนึ่งในพวกเราสิบสองคนที่อยู่ที่นี่จะได้รับการคัดเลือกจากหัวหน้าหอพัก รองหัวหน้าหอพัก และ ผู้ดูแลหอพัก ให้เป็นหัวหน้าระดับชั้นปีน่ะสิ” เซโน่อธิบาย พลางหยิบคุกกี้สมุนไพรหายากในจานขึ้นกิน
“แล้วเค้าจะทำการคัดเลือกกันยังไงล่ะครับ!?” วีอาร่าหันไปถามรุ่นพี่โคนัน ก่อนที่สายตาทุกคู่ของทุกคนจะจับจ้องมองรอฟังคำตอบ
“เรื่องนั้นน่ะ...ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน คงต้องรอให้ทีนาสเป็นคนมาประกาศบอกด้วยตัวเองแหละนะ แต่รู้สึกว่าการคัดเลือกในปีนี้ท่าทางจะสุดหินเลยล่ะ”
ยังไม่ทันจะขาดคำของรุ่นพี่โคนัน รุ่นพี่ทีนาสที่กำลังพูดถึงก็เปิดประตูก้าวเท้าเดินตรงเข้ามายังภายในห้องอาหารพร้อมกันกับรุ่นพี่รูเบเลียที่เป็นถึงระดับรองหัวหน้าหอพักและหัวหน้าระดับชั้นปีสอง (ถึงอายุจะน้อยกว่าก็เถอะ)
“อรุณสวัสดิ์ทุกคน!!” รุ่นพี่ทีนาสเอ่ยทักทาย
“อรุณสวัสดิ์ครับ/ค่ะ” ทุกคนลุกขึ้นยืนโค้งคำนับพร้อมกับกล่าวคำทักทายกลับด้วยท่าทีเรียบร้อย ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมทันทีที่รุ่นพี่ทีนาสผายมือให้
“ทุกคนคงจะรู้แล้วสินะว่าฉันมาที่นี่ทำไม?”
“ครับ/ค่ะ”
“เอาล่ะ! เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะ จะได้ไม่เสียเวลาในการทดสอบ อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าทุกระดับชั้นปีนั้น จำเป็นที่จะต้องมีหัวหน้าระดับชั้นปีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนคอยควบคุมดูแลทุกอย่างให้อยู่ในความสงบสุขเรียบร้อยหรือคอยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระดับชั้นปี และที่สำคัญที่สุดก็เพื่อไปเป็นคณะกรรมการนักเรียนในสภานักเรียนในการจัดประชุมกิจกรรมต่างๆที่จะถูกจัดขึ้นในภายหลัง ซึ่งตัวแทนของหอพักของเรานั้นได้รับการคัดเลือกให้มีเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้น ดังนั้นพวกฉันจึงอยากจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจริงๆ เพื่อที่จะได้ใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นพวกฉันทั้งสามคนจะเป็นคนทำการคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีในปีนี้ด้วยตัวเอง”
ทันทีที่สิ้นคำพูดลง รุ่นพี่ทีนาสก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้กับรูเบเลียที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก่อนที่เจ้าตัวคนถูกจ้องมองจะหยิบแผ่นกระดาษสีขาวออกแจกจ่ายให้กับทุกคน
“จากนี้ไปผมจะขอแจ้งเงื่อนไขในการสอบคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีนี้ให้กับทุกคนได้ฟังนะครับ ก่อนอื่นขอให้ทุกคนช่วยก้มลงมองดูที่กระดาษที่ถืออยู่ในมือด้วยนะครับ” รูเบเลียกล่าวอย่างสุภาพ
“นี่มันกระดาษเปล่าไม่ใช่รึไง!?” ทาเซียเอ่ยขึ้นขณะพลิกกระดาษในมือดูกลับไปกลับมา ซึ่งทุกคนที่เหลือเองก็พยักหน้าอย่างเห็นตาม
“นี่ล่ะครับ เงื่อนไขแรกในการแก้ปริศนาเพื่อไปสู่เงื่อนไขที่สอง แต่ละคนจะต้องค้นหาตัวอักษรที่ซ่อนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น แล้วไปยังสถานที่ที่ถูกกำหนดเอาไว้ เพื่อไปรับทำภารกิจต่อไปครับ”
“เงื่อนไขแรกคงจะไม่ได้มีแค่นี้สินะ?” เซโน่เอ่ยอย่างรู้ความ
“ถูกต้องนะครับ นอกจากกระดาษแผ่นนี้แล้ว ยังมีคำบอกใบ้อีกอย่างหนึ่งที่ผมจะบอกให้กับทุกคนได้ฟังก็ต่อเมื่อได้เริ่มทำการสอบแล้วเท่านั้นน่ะครับ”
“แล้วเราจะเริ่มสอบกันเมื่อไหร่ล่ะค่ะ!?” มาเลเอ่ยถาม
“วันนี้เวลาเที่ยงตรงที่ห้องสมุดบนชั้นสองของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศตะวันตกครับ”
“งั้นก็เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วสิเนี่ย!!”
รินหันไปมองนาฬิกาตั้งแขวนเรือนงามสีเหลืองทองที่อยู่บนฝาผนังด้านข้างภายในห้องอาหาร ที่บัดนี้กำลังบอกเวลาเก้าโมงห้าสิบห้านาที คงเหลือเวลาอีกเพียงแค่สองชั่วโมงเศษๆเท่านั้น
“เอาล่ะ! สุดท้ายนี้ฉันเองก็ไม่มีอะไรจะบอกพวกเธอมากไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะพวกเธอทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ล้วนแต่มีความสามารถที่ทางโรงเรียนคัดสรรมาแล้วทั้งนั้น ดังนั้นฉันเองก็อยากจะขอให้ทุกคนช่วยกันตั้งใจกันแก้ปริศนากันอย่างเต็มความสามารถ อีกอย่างผู้ที่สามารถผ่านด่านในการทดสอบทั้งหมดได้เป็นคนแรกหรือผู้ที่สามารถผ่านด่านในการทดสอบได้มากที่สุด ก็จะได้รับ “ป้ายแห่งคำยินยอม” เป็นเครื่องหมายของหัวหน้าระดับชั้นปี ที่สำคัญป้ายนี้ยังสามารถที่จะรับทำภารกิจจากพวกหัวหน้าหน่วยรบโซดิแอ็คได้อีกด้วย ขอให้ทุกคนโชคดี”
แรงกระตุ้นที่พูดออกมาในช่วงสุดท้ายนั้นสามารถเรียกร้องความสนใจจากทุกคนได้เป็นอย่างดี ก่อนที่รุ่นพี่ทีนาสจะก้าวเท้าเดินลับสายตาหายออกไปจากห้องอาหารในทันทีพร้อมกันกับรุ่นพี่โคนันและรุ่นพี่รูเบเลียอีกสองคน ปล่อยให้พวกตนกลับมานั่งคิดวิเคราะห์กับแผ่นกระดาษตรงหน้าของแต่ละคน
“นี่มันก็แค่กระดาษเปล่าธรรมดาๆไม่ใช่เหรอไง!? แล้วมันจะมีตัวอักษรปรากฏออกมาได้ยังไงกันล่ะเนี่ย!?”
มิคาเอลเอ่ยบ่นขึ้นลอยๆ พลางพลิกกระดาษแผ่นนั้นดูไปมาอีกรอบอย่างพิจารณาถี่ถ้วน ก่อนที่จะลองทดสอบด้วยการปลดปล่อยคลื่นพลังงานจากภายในร่างกายเข้าไปยังภายในแผ่นกระดาษ แต่ผลสุดท้ายก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆตอบกลับมาเลยแม้แต่อย่างเดียว
“เปล่าประโยชน์จริงๆด้วยแฮะ” ทาเซียส่ายหน้าอย่างอับจนหมดหนทาง เมื่อเห็นผลลัพธ์สุดท้ายจากการทดสอบของมิคาเอลที่ออกมา
“ระ...หรือว่ากระดาษแผ่นนี้ มันจะมี “กฎการใช้” น่ะ ถึงทำให้เราไม่สามารถไขปริศนาในตอนนี้ได้!?” อูคาหันไปเอ่ยถามกับบาคาที่นั่งอยู่ด้านข้าง ซึ่งเจ้าตัวเองก็พยักหน้ามีความคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกัน
“นี่ๆไอ้ “กฎการใช้” ที่พวกนายพูดถึงเมื่อกี้นี้มันคืออะไรเหรอ!?” แดนเอ่ยถามขึ้นในทันควัน
“นั่นสินะ!! จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรหรอกนะที่พวกนายบางคนอาจจะไม่รู้อะไรกับเค้าเลย เพราะส่วนมากคนที่สามารถใช้ “กฎการใช้” ได้ ก็จะมีแต่พวกที่มีสายสังกัดการพัฒนาหรือสังกัดการผนึกสะกดเท่านั้นที่จะใช้ได้ ก็เพราะมันเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะสายน่ะ” อูคาอธิบาย
“แล้วมันคืออะไรล่ะ!? ช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยจะได้ไหม !?” รินถามย้ำด้วยท่าทีอึดอัด
“กฎการใช้ ก็คือ เงื่อนไขของความสามารถพิเศษเฉพาะสายอย่างหนึ่ง ที่จำเป็นจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อปลดล็อคเงื่อนไขของความสามารถ แล้วจึงจะเกิดผลตามที่เราต้องการจะให้เป็น มันก็เหมือนกับการที่เราต้องนำลูกกุญแจไปใช้ไขแม่กุญแจเพื่อเปิดออกนั่นแหละนะ” บาคาอธิบายเสริม
“งั้นก็แปลว่ารุ่นพี่รูเบเลียที่จะทำการทดสอบพวกเรานั้น อาจจะเป็นพวกสายสังกัดการพัฒนาหรือไม่ก็สายสังกัดการผนึกสะกดสินะ?” กาเบโล่คิดวิเคราะห์
“มีความเป็นไปได้สูงเหมือนกันที่จะเป็นแบบนั้น” อูคาเอ่ยตอบ ขณะที่บาคาพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าเป็นอย่างที่พวกนายสองคนพูดมาจริงๆล่ะก็ งั้นพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็คงจะทำอะไรกับกระดาษแผ่นนี้มากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วสินะ คงต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาสอบโน่นแหละถึงจะรู้ผล” วีอาร่ากล่าวสรุป
“ถูกอย่างที่นายพูดนั่นแหละนะ ไหนๆพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่ งั้นก็ไม่ต้องมานั่งคิดให้มันเปลืองสมองปวดหัวเล่น สู้นั่งจิบชากินคุกกี้ให้สบายใจจะดีกว่า”
แอเดียเอ่ยสนับสนุน แล้วคว้าคุกกี้ในจานสามถึงสี่ชิ้นยัดเข้าใส่ปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์ ตามด้วยยกถ้วยชาอุ่นๆตรงหน้าขึ้นจิบเล็กน้อย จนคนอื่นๆที่นั่งอยู่รอบข้าง รวมถึงที่นั่งอยู่ต่างโต๊ะอาหารต่างเห็นแล้วรู้สึกอิจฉาอย่างเสียไม่ได้
“(นั่นสินะ!! เราจะมานั่งคิดให้มันเปลืองสมองปวดหัวเล่นไปทำไมกัน ในเมื่อตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อย่างที่วีอาร่าพูดอยู่แล้วนี่นา สู้นั่งจิบชากินคุกกี้แบบที่แอเดียกำลังทำให้สบายใจจะดีกว่า)”
แดนละทิ้งความสนใจจากกระดาษเปล่าที่ถืออยู่ในมือ ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับคุกกี้รสช็อกโกแล็ตลายหินอ่อนที่อยู่ในจานตรงหน้าของตนเองแทน โดยการใช้มือหยิบทีละสามถึงสี่ชิ้นยัดเข้าใส่ปากเคี้ยวหงุบหงับๆเหมือนกับแอเดีย แล้วตามด้วยยกถ้วยชาอุ่นๆขึ้นจิบเล็กน้อยเพื่อให้คล่องคอ
เพียงแค่ช่วงเสี้ยววินาที การเริ่มต้นเลียนแบบทำตามแบบอย่างต้นฉบับก็บังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ถึงจะดูน่าเกลียดในสายตาของคนบางคน แต่ก็สามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังคิกคักๆให้ดังคับทั่วทั้งห้องอาหารได้ภายในพริบตา
ช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานผ่านพ้นไปรวดเร็วดังสายลมอ่อนไหว พริบตาเดียวบัดนี้นาฬิกาตั้งแขวนเรือนงามสีเหลืองทองที่อยู่บนฝาผนังด้านข้างภายในห้องอาหาร ก็กำลังบอกเวลาว่าอีกแค่สิบห้านาทีเท่านั้นก็จะถึงเวลาเที่ยงตรงที่เป็นเวลานัดหมายในการทดสอบ พวกของแดนต่างก็เริ่มทยอยกันเดินออกจากห้องอาหารภายในหอพักศิลามนตรากันอย่างรีบเร่งเพื่อมุ่งหน้าสู่ห้องสมุดบนชั้นสองของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศตะวันตกในทันที
เมื่อเดินลัดเลาะจากตัวหอพักศิลามนตรามาถึงยังบนชั้นสองของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศตะวันตกที่เป็นจุดหมาย บัดนี้ตรงหน้าของทุกคนนั้นมีร่างของรุ่นพี่รูเบเลียที่กำลังยืนคอยรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่การทดสอบในด่านแรกนะครับ ผมเป็นหัวหน้าคณะกรรมการคุมสอบในด่านนี้ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
รุ่นพี่รูเบเลียกล่าวอย่างสุภาพ พลางอ้าประตูเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นถึงโต๊ะเรียนไม้เก่าแก่ที่ถูกจัดตั้งวางเรียงรายอยู่เป็นสี่แถวๆละสามตัวอย่างเป็นระเบียบ โดยเว้นช่องว่างระหว่างโต๊ะให้มีระยะห่างขนาดเท่ากันทั้งสี่ด้าน แถมยังมีพวกรุ่นพี่ชั้นปีสองอีกนับสิบกว่าคนคอยยืนคุมเชิงอยู่ทั้งสองข้างทางเหมือนป้องกันการทุจริตในการสอบ
“เชิญเข้าไปข้างในได้เลยนะครับ!!”
สิ้นเสียงกล่าวของรุ่นพี่รูเบเลียอีกครั้ง พวกของแดนก็แยกย้ายกันเดินไปนั่งลงบนโต๊ะเรียนไม้เก่าแก่ที่ถูกจัดตั้งไว้ทีละคนๆจนเต็ม ก่อนที่แต่ละคนจะนำกระดาษเปล่าที่รุ่นพี่รูเบเลียแจกให้ก่อนหน้านี้นำออกมาวางบนโต๊ะ
“ก่อนอื่นผมจะต้องขอบอกกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติที่สำคัญที่สุดในการสอบหกข้อด้วยกัน ดังต่อไปนี้
กฎข้อแรก ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่สามารถลุกออกจากที่นั่งไปไหนได้ จนกว่าจะสามารถไขคำตอบของปริศนาแผ่นนี้ออกทั้งหมดหรือจนกว่าจะหมดเวลา
กฎข้อที่สอง ในระหว่างการสอบผู้ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือมีการลอกข้อสอบกัน หากผู้คุมสอบจับได้จะถูกปรับตกในทันทีไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตามโดยไม่มีข้อยกเว้น
กฎข้อที่สาม หากผู้ใดที่สามารถไขปริศนาแผ่นนี้ออกแล้วให้ยกมือขึ้น แล้วเจ้าหน้าที่คุมสอบของเราจะเดินไปตรวจคำตอบให้ หากตอบถูกก็จะได้รับตราสารรับรองเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าผ่านด่านแล้วและยังสามารถที่จะออกจากห้องแห่งนี้เพื่อไปยังด่านที่สองต่อไปได้เลย
กฎข้อที่สี่ ในกรณีที่ตอบคำถามผิดก็จะถูกลงเครื่องหมายกากบาทเอาไว้ที่หัวกระดาษ ถ้าเมื่อไหร่ที่ถูกกากบาทจนครบสามครั้งก็จะหมดสิทธิ์ในการสอบด่านต่อไปในทันที
กฎข้อที่ห้า เราจะใช้เวลาในการสอบด่านนี้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม หากเลยกำหนดเวลาแล้วยังมีคนที่ไม่สามารถไขปริศนาหาคำตอบได้ก็จะหมดสิทธิ์สอบในด่านต่อไปเช่นกัน
กฎข้อที่หก ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดสามารถสอบผ่านในด่านแรกนี้เลยแม้แต่เพียงคนเดียว สิทธิ์ในการคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีในปีนั้นจะตกเป็นสิทธิ์ของผู้ที่มีคะแนนสอบมากที่สุดเพียงคนเดียว และถ้ามีผู้ที่มีคะแนนสอบมากที่สุดเท่ากันสองคนหรือมากกว่านั้น เราจะวัดกันที่การประลองฝีมือ
กฎทั้งหกข้อที่ผมได้บอกไปเมื่อกี้นี้ ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ ยิ่งคนที่ตั้งเป้าจะไปเป็นคณะกรรมการนักเรียนด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำอะไรให้มันอาจหาญ ชัดเจน และ เด็ดเดี่ยว ให้สมกับที่เป็นนักเรียนของโรงเรียนเทโดม่ากันหน่อย”
“เอ่อ...ผมอยากจะขอถามอะไรสักสี่ห้าข้อจะได้ไหมครับ!?” โมบาราคิยกมือขึ้นถาม
“ว่ามาได้เลยครับ” รุ่นพี่รูเบเลียพยักหน้าอนุญาต
“อยากจะทราบว่าในการทดสอบด่านแรกนี้นั้น จะมีการกำหนดจำนวนคนที่จะสอบผ่านรึเปล่าครับ? แล้วถ้ามีจะกำหนดกี่คนครับ?”
“ในการทดสอบด่านแรกนี้นั้น จะไม่มีการกำหนดจำนวนคนที่จะสอบผ่านแน่นอนครับ แต่สำหรับในด่านอื่นๆที่เหลือก็คงจะต้องแล้วแต่คณะกรรมการผู้คุมสอบของด่านนั้นๆแหละครับ”
“แล้วในการทดสอบในการคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีของปีนี้มีทั้งหมดกี่ด่านครับ?”
“เรื่องนี้ไม่สามารถบอกได้เหมือนกันครับ แล้วแต่จำนวนคนที่สอบผ่านในแต่ละด่าน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีสักประมาณสามถึงสี่ด่านครับ”
“แล้วพวกเราจะใช้ความสามารถของตนเองในการทดสอบได้รึเปล่าครับ?”
“ในด่านทดสอบด่านอื่นๆหลังจากนี้ไม่แน่ไม่นอนครับ แต่ถ้าเป็นด่านแรกนี้ใช้ให้เต็มที่ได้เลยครับ แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว คือ อย่าทำให้ที่นี่พังยับเยินก็เพียงพอแล้วล่ะครับ”
“แล้วถ้า...”
“เฮ้! รูเบเลีย ได้เวลาเริ่มทำการทดสอบแล้วนะ” รุ่นพี่ชั้นปีสองคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นตัดบทอย่างรู้ความ เพราะไม่อย่างงั้นคงมีคำถามมากมายจากพวกเด็กนักเรียนปีหนึ่งยิงออกมาถามอีกยาวเหยียด
“เอาล่ะครับ! ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาอันมีค่าของทุกคน จากนี้ไปผมจะขอบอกคำบอกใบ้ของปริศนาอีกอย่างหนึ่งที่ผมยังไม่ได้บอกให้ทุกคนได้ฟังออกไปเมื่อเช้านี้ได้ฟังกันนะครับ ซึ่งคำบอกใบ้ของปริศนาอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือ...”