รุ่งอรุณของเช้าวันศุกร์เริ่มสาดแสงผ่านหน้าต่างบานใสที่เปิดอ้าเล็กน้อยลงมายังหัวเตียงนอน  ตอบรับกับเสียงร้องขับขานของเหล่านกตัวน้อยที่กำลังโบยบินออกจากรังเพื่อออกไปหากินในยามเช้า

                     แดนรีบลุกขึ้นจากที่นอนตัวนุ่มสบายของตนเองและเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะออกจากห้องพักเดินลงมายังห้องอาหารสุดหรูเลิศชั้นล่างตามกลิ่นหอมหวานของชาที่ชงด้วยกรรมวิธีหลายขั้นตอนและคุกกี้หลากรสหลายสีสันที่ยกออกมาจากเตาอบใหม่ๆ  ซึ่งบัดนี้กำลังถูกพนักงานในชุดเรียบสีขาวสะอาดนำออกมาวางจัดเรียงบนโต๊ะอาหารอย่างสวยงามถ้วนหน้า

                     “อรุณสวัสดิ์ครับ  รุ่นพี่โคนัน”  แดนเอ่ยทักทายด้วยเสียงใสทันทีที่เปิดประตูก้าวเท้าเดินเข้ามา

                     “อรุณสวัสดิ์” รุ่นพี่โคนันเอ่ยทักตอบ “เมื่อคืนหลับสบายดีไหม? เห็นว่าเมื่อวานนี้เรียนมาหนักเลยนี่”

                     “หลับสบายดีเลยล่ะครับ  ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่ากะจะนอนพักเอาแรงต่ออีกสักหน่อย  แต่คิดอีกทีไม่เอาจะดีกว่า  กลัวว่าจะนอนหลับเพลินจนตื่นมาเรียนสายน่ะครับ”  

                      แดนกล่าวด้วยท่าทีสบายอารมณ์  พลางเอื้อมมือไปรับถ้วยน้ำชาสีแดงอ่อนที่โคนันรินส่งให้  ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสช็อกโกแล็ตลายหินอ่อน

                      “นอนหลับสบายก็ดีแล้ว  วันนี้จะได้เต็มที่กันหน่อย”  คำพูดที่ทำให้คนฟังต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างหนัก

                      “ชาอาราโบน่าจากเมืองดีคัลออซ่า  ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสช็อกโกแล็ต  เป็นตัวเลือกอาหารว่างในยามเช้าที่ไม่เลวเลยทีเดียว  แบบนี้ค่อยสบายท้องหน่อย” 

                      เสียงของอูคาที่กำลังกล่าวสาธยายด้วยความรอบรู้อยู่นั้นดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลังขัดจังหวะการสนทนาของคนทั้งสองให้ยุติลง  ในขณะที่บาคาฝาแฝดอีกคนหนึ่งกำลังเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาที่รุ่นพี่โคนันยื่นส่งให้ตรงหน้าขึ้นมาถือเอาไว้ในมือตนเองสองชุด

                      “แต่ฉันว่าชาฟาแมย่าต้นตำรับชาววังจากเมืองกาปาล็อบบี้  ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสวะนิลาน่าจะสบายท้องมากกว่านะ  แถมมันยังช่วยให้ความรู้สึกสดชื่นและกระชุ่มกระชวยอีกด้วย”   

                      รินที่เดินตามเข้ามาในห้องอาหารทีหลัง  ก็เอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาสีเหลืองนวลที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสวะนิลาที่วางอยู่ฝั่งตรงข้าม  ส่งให้กับมาเลที่ยืนอยู่ด้านข้างหนึ่งชุดและถือเอาไว้ในมือตนเองอีกหนึ่งชุด

                      “อืม  เธอนี่มีรสนิยมดีเหมือนกันนะ  แต่ของอร่อยที่แท้จริงน่ะมันต้องเป็นชาฮาฟาม่าจากเมืองลูพีช  ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสนมสิ  ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นของดีเลิศอย่างแท้จริง  นอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้ว  มันยังกระตุ้นระบบประสาทในการทำงานให้ตื่นตัวอีกด้วยนะ”

                      โมบาราคิก้าวเท้ามาหยุดยืนที่ด้านข้างของริน  ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาสีน้ำตาลเข้มที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสนม  ยื่นส่งให้กับวีอาร่าและกาเบโล่ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังคนละหนึ่งชุดอย่างระมัดระวังและถือเอาไว้ในมือของตัวเองอีกหนึ่งชุด

                      “แต่ของขึ้นชื่อของที่นี่มันคือชากาน่าฟาเลียน่า  ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้รสกาแฟไม่ใช่เหรอ?”

                      แอเดียที่กำลังนึกทบทวนความคิดอยู่เป็นนานสองนาน  ก็ตกลงใจเอื้อมมือไปคว้าหยิบถ้วยน้ำชาสีใสที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้สีรสกาแฟมาถือไว้ในมือของตนเองสองชุด

                     “พวกนายจะเถียงเรื่องชากันอีกนานไหมเนี่ย? เดี๋ยวก็ไม่มีที่นั่งให้ได้นั่งหรอก”

                     เสียงพูดอันเรียบง่ายของเซโน่ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ  เรียกร้องความสนใจจากทุกคนให้เหลียวสายตาหันกลับมามองได้เป็นอย่างดี  ขณะที่กำลังเดินเข้ามาในห้องอาหารพร้อมกับมิคาเอลและทาเซียอีกสองคน 

                     ก่อนจะเดินมาหยิบถ้วยน้ำชาสีเขียวอ่อนที่อยู่ใกล้มือที่สุดที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคุกกี้หลากสีสันมาถือไว้ในมือ  พร้อมทั้งยื่นส่งให้กับมิคาเอลและทาเซียที่เดินตามมาข้างหลังอีกคนละหนึ่งชุด 

                     “อืม! ท่าทางคนที่รู้เรื่องในการดื่มชามากที่สุดคงจะเป็นเธอสินะ...เซโน่” 

                      รุ่นพี่โคนันเอ่ยแซว  หากแต่เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกขานกลับไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด  กลับค่อยๆเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารที่อยู่ด้านในสุดของร้าน 

                      “ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะครับ!? รุ่นพี่โคนัน”  โมบาราคิเอ่ยถามด้วยความสงสัย

                      “ก็ถ้วยน้ำชาที่เซโน่หยิบไปนั้น  ก็คือ  ชาเอมอสไจด้าจากหมู่บ้านเดลฟาแอลนิทัสที่ว่ากันว่าสามเดือนจะได้ลองชิมกันสักหน  แถมยังเลือกหยิบคุกกี้สมุนไพรหายากที่ส่งมาจากป่าบาน่าบาน่าอีกด้วย  แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่ารู้เรื่องในการดื่มชามากที่สุดจะได้ยังไงล่ะ”

                       “ถ้ารุ่นพี่โคนันพูดออกมาถึงขนาดนั้น  ก็คงจะเถียงต่อไม่ได้แล้วสินะครับ”  พูดจบเจ้าตัวก็เดินนำเพื่อนคนอื่นให้ไปนั่งรวมตัวกลับเซโน่ที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยมีสายตาของรุ่นพี่โคนันมองไล่ตามหลัง

                       “ว่าแต่ว่าวันนี้มีเรียนอะไรกันบ้างล่ะ?” 

                       แดนหันไปถามมาเลที่นั่งจิบชาอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีเรียบร้อย  กลับทำให้เจ้าตัวคนที่ถูกถามทำสีหน้างงๆเหมือนไม่เข้าใจในคำถามที่ถาม  หากแต่เพื่อนคนอื่นๆที่นั่งอยู่รอบโต๊ะทำได้แต่อมยิ้มอย่างขำๆ

                       “นายนี่ไม่เคยดูตารางเรียนที่รุ่นพี่ทีนาสแจกให้กับเค้าเลยรึไงกัน  วันนี้น่ะเค้าไม่มีเรียนกันหรอกนะ  แต่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้นอีก”  รินเอ่ยตอบแทน

                       “เรื่องอะไรเหรอที่ว่าสำคัญน่ะ!?”  แดนเอ่ยถามในทันควัน  นัยน์ตาส่องประกายกล้าด้วยความอยากรู้ 

                       “ก็วันนี้ฉันต้องเป็นคนคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีน่ะสิ”  รุ่นพี่โคนันกล่าวด้วยรอยยิ้ม  ขณะที่กำลังเดินมาหยุดยืนที่หัวโต๊ะอาหารพร้อมกับถ้วยน้ำชาสีเขียวอ่อนในมือ

                       “หัวหน้าระดับชั้นปี!? งั้นก็หมายความว่า...!?”  แดนทวนคำอย่างสนใจ

                       “ก็อย่างที่นายคิดนั่นแหละ  หนึ่งในพวกเราสิบสองคนที่อยู่ที่นี่จะได้รับการคัดเลือกจากหัวหน้าหอพัก  รองหัวหน้าหอพัก และ ผู้ดูแลหอพัก ให้เป็นหัวหน้าระดับชั้นปีน่ะสิ”  เซโน่อธิบาย  พลางหยิบคุกกี้สมุนไพรหายากในจานขึ้นกิน

                      “แล้วเค้าจะทำการคัดเลือกกันยังไงล่ะครับ!?”  วีอาร่าหันไปถามรุ่นพี่โคนัน  ก่อนที่สายตาทุกคู่ของทุกคนจะจับจ้องมองรอฟังคำตอบ

                      “เรื่องนั้นน่ะ...ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน  คงต้องรอให้ทีนาสเป็นคนมาประกาศบอกด้วยตัวเองแหละนะ  แต่รู้สึกว่าการคัดเลือกในปีนี้ท่าทางจะสุดหินเลยล่ะ” 

                      ยังไม่ทันจะขาดคำของรุ่นพี่โคนัน  รุ่นพี่ทีนาสที่กำลังพูดถึงก็เปิดประตูก้าวเท้าเดินตรงเข้ามายังภายในห้องอาหารพร้อมกันกับรุ่นพี่รูเบเลียที่เป็นถึงระดับรองหัวหน้าหอพักและหัวหน้าระดับชั้นปีสอง (ถึงอายุจะน้อยกว่าก็เถอะ)

                      “อรุณสวัสดิ์ทุกคน!!”  รุ่นพี่ทีนาสเอ่ยทักทาย

                      “อรุณสวัสดิ์ครับ/ค่ะ”  ทุกคนลุกขึ้นยืนโค้งคำนับพร้อมกับกล่าวคำทักทายกลับด้วยท่าทีเรียบร้อย  ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมทันทีที่รุ่นพี่ทีนาสผายมือให้

                      “ทุกคนคงจะรู้แล้วสินะว่าฉันมาที่นี่ทำไม?”

                      “ครับ/ค่ะ”

                      “เอาล่ะ! เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะ  จะได้ไม่เสียเวลาในการทดสอบ  อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าทุกระดับชั้นปีนั้น  จำเป็นที่จะต้องมีหัวหน้าระดับชั้นปีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนคอยควบคุมดูแลทุกอย่างให้อยู่ในความสงบสุขเรียบร้อยหรือคอยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระดับชั้นปี  และที่สำคัญที่สุดก็เพื่อไปเป็นคณะกรรมการนักเรียนในสภานักเรียนในการจัดประชุมกิจกรรมต่างๆที่จะถูกจัดขึ้นในภายหลัง  ซึ่งตัวแทนของหอพักของเรานั้นได้รับการคัดเลือกให้มีเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้น  ดังนั้นพวกฉันจึงอยากจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจริงๆ  เพื่อที่จะได้ใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เพราะฉะนั้นพวกฉันทั้งสามคนจะเป็นคนทำการคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีในปีนี้ด้วยตัวเอง” 

                      ทันทีที่สิ้นคำพูดลง  รุ่นพี่ทีนาสก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้กับรูเบเลียที่ยืนอยู่ด้านข้าง  ก่อนที่เจ้าตัวคนถูกจ้องมองจะหยิบแผ่นกระดาษสีขาวออกแจกจ่ายให้กับทุกคน

                      “จากนี้ไปผมจะขอแจ้งเงื่อนไขในการสอบคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีนี้ให้กับทุกคนได้ฟังนะครับ  ก่อนอื่นขอให้ทุกคนช่วยก้มลงมองดูที่กระดาษที่ถืออยู่ในมือด้วยนะครับ”  รูเบเลียกล่าวอย่างสุภาพ

                      “นี่มันกระดาษเปล่าไม่ใช่รึไง!?”  ทาเซียเอ่ยขึ้นขณะพลิกกระดาษในมือดูกลับไปกลับมา  ซึ่งทุกคนที่เหลือเองก็พยักหน้าอย่างเห็นตาม

                      “นี่ล่ะครับ  เงื่อนไขแรกในการแก้ปริศนาเพื่อไปสู่เงื่อนไขที่สอง  แต่ละคนจะต้องค้นหาตัวอักษรที่ซ่อนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น  แล้วไปยังสถานที่ที่ถูกกำหนดเอาไว้  เพื่อไปรับทำภารกิจต่อไปครับ”

                      “เงื่อนไขแรกคงจะไม่ได้มีแค่นี้สินะ?”  เซโน่เอ่ยอย่างรู้ความ

                      “ถูกต้องนะครับ  นอกจากกระดาษแผ่นนี้แล้ว  ยังมีคำบอกใบ้อีกอย่างหนึ่งที่ผมจะบอกให้กับทุกคนได้ฟังก็ต่อเมื่อได้เริ่มทำการสอบแล้วเท่านั้นน่ะครับ”

                      “แล้วเราจะเริ่มสอบกันเมื่อไหร่ล่ะค่ะ!?” มาเลเอ่ยถาม

                      “วันนี้เวลาเที่ยงตรงที่ห้องสมุดบนชั้นสองของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศตะวันตกครับ”

                      “งั้นก็เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วสิเนี่ย!!” 

                      รินหันไปมองนาฬิกาตั้งแขวนเรือนงามสีเหลืองทองที่อยู่บนฝาผนังด้านข้างภายในห้องอาหาร  ที่บัดนี้กำลังบอกเวลาเก้าโมงห้าสิบห้านาที  คงเหลือเวลาอีกเพียงแค่สองชั่วโมงเศษๆเท่านั้น

                      “เอาล่ะ! สุดท้ายนี้ฉันเองก็ไม่มีอะไรจะบอกพวกเธอมากไปกว่านี้อีกแล้ว  เพราะพวกเธอทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ล้วนแต่มีความสามารถที่ทางโรงเรียนคัดสรรมาแล้วทั้งนั้น  ดังนั้นฉันเองก็อยากจะขอให้ทุกคนช่วยกันตั้งใจกันแก้ปริศนากันอย่างเต็มความสามารถ  อีกอย่างผู้ที่สามารถผ่านด่านในการทดสอบทั้งหมดได้เป็นคนแรกหรือผู้ที่สามารถผ่านด่านในการทดสอบได้มากที่สุด  ก็จะได้รับ “ป้ายแห่งคำยินยอม” เป็นเครื่องหมายของหัวหน้าระดับชั้นปี  ที่สำคัญป้ายนี้ยังสามารถที่จะรับทำภารกิจจากพวกหัวหน้าหน่วยรบโซดิแอ็คได้อีกด้วย  ขอให้ทุกคนโชคดี”

                       แรงกระตุ้นที่พูดออกมาในช่วงสุดท้ายนั้นสามารถเรียกร้องความสนใจจากทุกคนได้เป็นอย่างดี  ก่อนที่รุ่นพี่ทีนาสจะก้าวเท้าเดินลับสายตาหายออกไปจากห้องอาหารในทันทีพร้อมกันกับรุ่นพี่โคนันและรุ่นพี่รูเบเลียอีกสองคน  ปล่อยให้พวกตนกลับมานั่งคิดวิเคราะห์กับแผ่นกระดาษตรงหน้าของแต่ละคน

                      “นี่มันก็แค่กระดาษเปล่าธรรมดาๆไม่ใช่เหรอไง!? แล้วมันจะมีตัวอักษรปรากฏออกมาได้ยังไงกันล่ะเนี่ย!?” 

                      มิคาเอลเอ่ยบ่นขึ้นลอยๆ  พลางพลิกกระดาษแผ่นนั้นดูไปมาอีกรอบอย่างพิจารณาถี่ถ้วน  ก่อนที่จะลองทดสอบด้วยการปลดปล่อยคลื่นพลังงานจากภายในร่างกายเข้าไปยังภายในแผ่นกระดาษ  แต่ผลสุดท้ายก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆตอบกลับมาเลยแม้แต่อย่างเดียว

                      “เปล่าประโยชน์จริงๆด้วยแฮะ”  ทาเซียส่ายหน้าอย่างอับจนหมดหนทาง  เมื่อเห็นผลลัพธ์สุดท้ายจากการทดสอบของมิคาเอลที่ออกมา   

                      “ระ...หรือว่ากระดาษแผ่นนี้  มันจะมี “กฎการใช้” น่ะ  ถึงทำให้เราไม่สามารถไขปริศนาในตอนนี้ได้!?”  อูคาหันไปเอ่ยถามกับบาคาที่นั่งอยู่ด้านข้าง  ซึ่งเจ้าตัวเองก็พยักหน้ามีความคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกัน

                      “นี่ๆไอ้ “กฎการใช้” ที่พวกนายพูดถึงเมื่อกี้นี้มันคืออะไรเหรอ!?”  แดนเอ่ยถามขึ้นในทันควัน

                      “นั่นสินะ!! จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรหรอกนะที่พวกนายบางคนอาจจะไม่รู้อะไรกับเค้าเลย  เพราะส่วนมากคนที่สามารถใช้ “กฎการใช้” ได้  ก็จะมีแต่พวกที่มีสายสังกัดการพัฒนาหรือสังกัดการผนึกสะกดเท่านั้นที่จะใช้ได้  ก็เพราะมันเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะสายน่ะ”  อูคาอธิบาย

                      “แล้วมันคืออะไรล่ะ!? ช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยจะได้ไหม !?”  รินถามย้ำด้วยท่าทีอึดอัด

                      “กฎการใช้  ก็คือ  เงื่อนไขของความสามารถพิเศษเฉพาะสายอย่างหนึ่ง  ที่จำเป็นจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อปลดล็อคเงื่อนไขของความสามารถ  แล้วจึงจะเกิดผลตามที่เราต้องการจะให้เป็น  มันก็เหมือนกับการที่เราต้องนำลูกกุญแจไปใช้ไขแม่กุญแจเพื่อเปิดออกนั่นแหละนะ”  บาคาอธิบายเสริม

                      “งั้นก็แปลว่ารุ่นพี่รูเบเลียที่จะทำการทดสอบพวกเรานั้น  อาจจะเป็นพวกสายสังกัดการพัฒนาหรือไม่ก็สายสังกัดการผนึกสะกดสินะ?”  กาเบโล่คิดวิเคราะห์

                      “มีความเป็นไปได้สูงเหมือนกันที่จะเป็นแบบนั้น”  อูคาเอ่ยตอบ  ขณะที่บาคาพยักหน้าเห็นด้วย

                      “ถ้าเป็นอย่างที่พวกนายสองคนพูดมาจริงๆล่ะก็  งั้นพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็คงจะทำอะไรกับกระดาษแผ่นนี้มากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วสินะ  คงต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาสอบโน่นแหละถึงจะรู้ผล”  วีอาร่ากล่าวสรุป

                      “ถูกอย่างที่นายพูดนั่นแหละนะ  ไหนๆพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่  งั้นก็ไม่ต้องมานั่งคิดให้มันเปลืองสมองปวดหัวเล่น  สู้นั่งจิบชากินคุกกี้ให้สบายใจจะดีกว่า” 

                      แอเดียเอ่ยสนับสนุน  แล้วคว้าคุกกี้ในจานสามถึงสี่ชิ้นยัดเข้าใส่ปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์  ตามด้วยยกถ้วยชาอุ่นๆตรงหน้าขึ้นจิบเล็กน้อย  จนคนอื่นๆที่นั่งอยู่รอบข้าง  รวมถึงที่นั่งอยู่ต่างโต๊ะอาหารต่างเห็นแล้วรู้สึกอิจฉาอย่างเสียไม่ได้

                      “(นั่นสินะ!! เราจะมานั่งคิดให้มันเปลืองสมองปวดหัวเล่นไปทำไมกัน  ในเมื่อตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อย่างที่วีอาร่าพูดอยู่แล้วนี่นา  สู้นั่งจิบชากินคุกกี้แบบที่แอเดียกำลังทำให้สบายใจจะดีกว่า)”

                      แดนละทิ้งความสนใจจากกระดาษเปล่าที่ถืออยู่ในมือ  ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับคุกกี้รสช็อกโกแล็ตลายหินอ่อนที่อยู่ในจานตรงหน้าของตนเองแทน  โดยการใช้มือหยิบทีละสามถึงสี่ชิ้นยัดเข้าใส่ปากเคี้ยวหงุบหงับๆเหมือนกับแอเดีย  แล้วตามด้วยยกถ้วยชาอุ่นๆขึ้นจิบเล็กน้อยเพื่อให้คล่องคอ 

                      เพียงแค่ช่วงเสี้ยววินาที  การเริ่มต้นเลียนแบบทำตามแบบอย่างต้นฉบับก็บังเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย  ถึงจะดูน่าเกลียดในสายตาของคนบางคน  แต่ก็สามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังคิกคักๆให้ดังคับทั่วทั้งห้องอาหารได้ภายในพริบตา

                      ช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานผ่านพ้นไปรวดเร็วดังสายลมอ่อนไหว  พริบตาเดียวบัดนี้นาฬิกาตั้งแขวนเรือนงามสีเหลืองทองที่อยู่บนฝาผนังด้านข้างภายในห้องอาหาร  ก็กำลังบอกเวลาว่าอีกแค่สิบห้านาทีเท่านั้นก็จะถึงเวลาเที่ยงตรงที่เป็นเวลานัดหมายในการทดสอบ  พวกของแดนต่างก็เริ่มทยอยกันเดินออกจากห้องอาหารภายในหอพักศิลามนตรากันอย่างรีบเร่งเพื่อมุ่งหน้าสู่ห้องสมุดบนชั้นสองของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศตะวันตกในทันที

                      เมื่อเดินลัดเลาะจากตัวหอพักศิลามนตรามาถึงยังบนชั้นสองของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศตะวันตกที่เป็นจุดหมาย  บัดนี้ตรงหน้าของทุกคนนั้นมีร่างของรุ่นพี่รูเบเลียที่กำลังยืนคอยรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                      “ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่การทดสอบในด่านแรกนะครับ  ผมเป็นหัวหน้าคณะกรรมการคุมสอบในด่านนี้  ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” 

                      รุ่นพี่รูเบเลียกล่าวอย่างสุภาพ  พลางอ้าประตูเปิดออกอย่างช้าๆ  เผยให้เห็นถึงโต๊ะเรียนไม้เก่าแก่ที่ถูกจัดตั้งวางเรียงรายอยู่เป็นสี่แถวๆละสามตัวอย่างเป็นระเบียบ  โดยเว้นช่องว่างระหว่างโต๊ะให้มีระยะห่างขนาดเท่ากันทั้งสี่ด้าน  แถมยังมีพวกรุ่นพี่ชั้นปีสองอีกนับสิบกว่าคนคอยยืนคุมเชิงอยู่ทั้งสองข้างทางเหมือนป้องกันการทุจริตในการสอบ

                      “เชิญเข้าไปข้างในได้เลยนะครับ!!”

                      สิ้นเสียงกล่าวของรุ่นพี่รูเบเลียอีกครั้ง  พวกของแดนก็แยกย้ายกันเดินไปนั่งลงบนโต๊ะเรียนไม้เก่าแก่ที่ถูกจัดตั้งไว้ทีละคนๆจนเต็ม  ก่อนที่แต่ละคนจะนำกระดาษเปล่าที่รุ่นพี่รูเบเลียแจกให้ก่อนหน้านี้นำออกมาวางบนโต๊ะ

                      “ก่อนอื่นผมจะต้องขอบอกกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติที่สำคัญที่สุดในการสอบหกข้อด้วยกัน  ดังต่อไปนี้

                      กฎข้อแรก  ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่สามารถลุกออกจากที่นั่งไปไหนได้  จนกว่าจะสามารถไขคำตอบของปริศนาแผ่นนี้ออกทั้งหมดหรือจนกว่าจะหมดเวลา 

                      กฎข้อที่สอง  ในระหว่างการสอบผู้ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือมีการลอกข้อสอบกัน  หากผู้คุมสอบจับได้จะถูกปรับตกในทันทีไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตามโดยไม่มีข้อยกเว้น

                      กฎข้อที่สาม  หากผู้ใดที่สามารถไขปริศนาแผ่นนี้ออกแล้วให้ยกมือขึ้น  แล้วเจ้าหน้าที่คุมสอบของเราจะเดินไปตรวจคำตอบให้  หากตอบถูกก็จะได้รับตราสารรับรองเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าผ่านด่านแล้วและยังสามารถที่จะออกจากห้องแห่งนี้เพื่อไปยังด่านที่สองต่อไปได้เลย 

                      กฎข้อที่สี่  ในกรณีที่ตอบคำถามผิดก็จะถูกลงเครื่องหมายกากบาทเอาไว้ที่หัวกระดาษ  ถ้าเมื่อไหร่ที่ถูกกากบาทจนครบสามครั้งก็จะหมดสิทธิ์ในการสอบด่านต่อไปในทันที

                      กฎข้อที่ห้า  เราจะใช้เวลาในการสอบด่านนี้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม  หากเลยกำหนดเวลาแล้วยังมีคนที่ไม่สามารถไขปริศนาหาคำตอบได้ก็จะหมดสิทธิ์สอบในด่านต่อไปเช่นกัน

                      กฎข้อที่หก  ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดสามารถสอบผ่านในด่านแรกนี้เลยแม้แต่เพียงคนเดียว  สิทธิ์ในการคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีในปีนั้นจะตกเป็นสิทธิ์ของผู้ที่มีคะแนนสอบมากที่สุดเพียงคนเดียว  และถ้ามีผู้ที่มีคะแนนสอบมากที่สุดเท่ากันสองคนหรือมากกว่านั้น  เราจะวัดกันที่การประลองฝีมือ

                      กฎทั้งหกข้อที่ผมได้บอกไปเมื่อกี้นี้  ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ  ยิ่งคนที่ตั้งเป้าจะไปเป็นคณะกรรมการนักเรียนด้วยแล้ว  ยิ่งต้องทำอะไรให้มันอาจหาญ  ชัดเจน และ เด็ดเดี่ยว ให้สมกับที่เป็นนักเรียนของโรงเรียนเทโดม่ากันหน่อย”

                      “เอ่อ...ผมอยากจะขอถามอะไรสักสี่ห้าข้อจะได้ไหมครับ!?”  โมบาราคิยกมือขึ้นถาม

                      “ว่ามาได้เลยครับ”  รุ่นพี่รูเบเลียพยักหน้าอนุญาต

                      “อยากจะทราบว่าในการทดสอบด่านแรกนี้นั้น  จะมีการกำหนดจำนวนคนที่จะสอบผ่านรึเปล่าครับ? แล้วถ้ามีจะกำหนดกี่คนครับ?”

                      “ในการทดสอบด่านแรกนี้นั้น  จะไม่มีการกำหนดจำนวนคนที่จะสอบผ่านแน่นอนครับ  แต่สำหรับในด่านอื่นๆที่เหลือก็คงจะต้องแล้วแต่คณะกรรมการผู้คุมสอบของด่านนั้นๆแหละครับ”

                      “แล้วในการทดสอบในการคัดเลือกหัวหน้าระดับชั้นปีของปีนี้มีทั้งหมดกี่ด่านครับ?”

                      “เรื่องนี้ไม่สามารถบอกได้เหมือนกันครับ  แล้วแต่จำนวนคนที่สอบผ่านในแต่ละด่าน  แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีสักประมาณสามถึงสี่ด่านครับ”

                       “แล้วพวกเราจะใช้ความสามารถของตนเองในการทดสอบได้รึเปล่าครับ?”

                       “ในด่านทดสอบด่านอื่นๆหลังจากนี้ไม่แน่ไม่นอนครับ  แต่ถ้าเป็นด่านแรกนี้ใช้ให้เต็มที่ได้เลยครับ  แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว  คือ  อย่าทำให้ที่นี่พังยับเยินก็เพียงพอแล้วล่ะครับ”

                       “แล้วถ้า...”

                       “เฮ้! รูเบเลีย  ได้เวลาเริ่มทำการทดสอบแล้วนะ”  รุ่นพี่ชั้นปีสองคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นตัดบทอย่างรู้ความ  เพราะไม่อย่างงั้นคงมีคำถามมากมายจากพวกเด็กนักเรียนปีหนึ่งยิงออกมาถามอีกยาวเหยียด  

                       “เอาล่ะครับ! ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาอันมีค่าของทุกคน  จากนี้ไปผมจะขอบอกคำบอกใบ้ของปริศนาอีกอย่างหนึ่งที่ผมยังไม่ได้บอกให้ทุกคนได้ฟังออกไปเมื่อเช้านี้ได้ฟังกันนะครับ  ซึ่งคำบอกใบ้ของปริศนาอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือ...”

เรียนผู้อ่านทุกท่าน
          ช่วยกันคอมเม้นหน่อยนะครับว่าเนื้อเรื่องที่แต่งนี้เป็นยังไงกันบ้าง  สนุกรึเปล่า  หรือมีตรงไหนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจบ้าง  จะได้ทำการแก้ไขได้ทันทีนะครับ
ขอบคุณครับ
konoro

                     คาบเรียนแรกในช่วงเช้าของวันนี้เป็นคาบเรียนที่แดนไม่อยากจะเข้าเรียนมากที่สุด  ก็เพราะมันเป็นคาบเรียนวิชาศาสตร์แห่งการพยากรณ์ที่ทำให้คนอย่างเค้าต้องรีบควบคุมสติอารมณ์แล้วหาชมรมใหม่ลงสมัครนั่นเอง  และชมรมที่แดนเลือกลงสมัครหลังจากที่ต้องนั่งช็อกกับความผิดหวังมาแล้วครึ่งวัน  นั่นก็คือ  ชมรมหมากกลยุทธ์ชมรมเดียวกันกับที่อูคาเลือกลงสมัคร

                     บัดนี้ภายในห้องเรียนทั้งห้องบนชั้นสามของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศใต้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด  มีเพียงแสงสว่างจากเปลวเทียนสีเหลืองนวลเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างไสว

                     “ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่คาบเรียนศาสตร์แห่งการพยากรณ์  ฉันชื่อ มาตา  ไกแอลเฟีย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและควบคุมดูแลในคาบเรียนวิชานี้  ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้จะมีคนที่ต้องผิดหวังกับการเลือกลงสมัครเข้าชมรมนี้ก็ตามที  แต่ยังไงฉันก็อยากจะขอให้พวกเธอสนุกกับคำทำนายให้มากๆด้วยล่ะกันนะ” 

                     หญิงชราสูงวัยในชุดคลุมสีดำกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบจนน่าขนลุก  นัยน์ตาสีโกเมนที่ส่องกระทบกับเปลวไฟแล้วกวาดสบตามองเหล่าบรรดานักเรียนภายในห้องดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

                     “เอาล่ะ! วันนี้เราจะมาทำนายถึงอนาคตอันใกล้ของพวกเธอแต่ละคนเล่นกันดีกว่า  อืม...จะเริ่มจากใครเป็นคนแรกก่อนดีนะ  อ้อ...รู้แล้วๆ  งั้นเริ่มต้นจากเธอเป็นคนแรกเลยนะ...แม่สาวน้อย” 

                     อาจารย์มาต้าเดินมาหยุดยืนที่ด้านหน้าเด็กสาวคนหนึ่งที่มาจากหอพักพันทิวาราตรี  ขณะที่ค่อยๆเลื่อนนิ้วชี้กับนิ้วกลางข้างขวาลงมาแตะลงบนหน้าผากของเธอ

                     “อะ...เอ่อ”  เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

                     “เนตรแห่งทวยเทพ!!”

                     ทันทีที่รับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของอาจารย์มาตา  ร่างของเจ้าตัวก็เหมือนต้องมนตร์สะกด  ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆเหม่อลอยเหมือนคนไร้สติ  ก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ

                    “โอ้! ข้าเห็น  ข้ามองเห็นแล้ว  เห็นหนึ่งสาวน้อยรูปร่างอรชนจากหอพักพันทิวาราตรีกับอีกหนึ่งหนุ่มหล่อหน้าตาดีจากหอพักปราการเจตจำนงกำลังเดินเคียงคู่จูงมือกันอย่างน่ารักน่าชม  เห็นพวกเจ้าทั้งสองมีความรักต่อกันอย่างสุดซึ้งเสน่ห์หายากที่จะหาที่เปรียบได้  เห็นแม้แต่ดวงจิตทั้งสองที่ยังคงผูกพันแม้กระทั่งในตอนนี้...ใช่ไหมล่ะ!? แม่สาวน้อย”

                    คำกล่าวชัดถ้อยชัดคำของอาจารย์มาตาที่สติกลับคืนมาแล้ว  เรียกสีหน้าแดงระเรื่อของเด็กสาวตรงหน้าได้อย่างหน้าแปลกใจ  ก่อนที่เพื่อนๆรอบข้างจากหอพักเดียวกันจะส่งเสียงหยอกล้อแกมขบขันดังลั่นห้อง  ส่วนหอพักอีกหอพักหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงก็เริ่มพยายามสอดส่ายสายตาตามหาเจ้าตัวหนุ่มหล่อหน้าตาดีคนที่เป็นจำเลยในคดีนี้

                    “อาจารย์มาตาคนนี้ท่าทางน่ากลัวแฮะ” 

                    โมบาราคิแอบหันไปกระซิบบ่นกับแอเดียที่นั่งอยู่ด้านข้าง  แล้วเอามือลูบต้นแขนไปมาทำท่าขนลุก  แต่ยังไม่ทันจะขาดคำ  อาจารย์มาตาคนน่ากลัวก็เดินมาหยุดยืนที่ด้านหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากหอพักราชันย์อัศวิน  ขณะที่ค่อยๆเลื่อนมือของเธอมาแตะลงบนที่หน้าผากของเค้าอย่างช้าๆ

                    “เนตรแห่งทวยเทพ!!”

                    ทันทีที่รับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของอาจารย์มาตาอีกครั้ง  ร่างของเจ้าตัวก็เหมือนต้องมนตร์สะกด  ดวงตาทั้งสองข้างก็ค่อยๆเหม่อลอยขึ้นเหมือนคนไร้สติ  ก่อนจะเอ่ยปากพูดต่ออย่างเช่นที่เคยเห็นเมื่อกี้นี้ทุกขั้นตอน 

                    “โอ้!  ข้าเห็น  ข้ามองเห็นแล้ว  เห็นเด็กหนุ่มจากหอพักราชันย์อัศวินที่โอ้อวดในฝีมือกำลังคิดที่จะบุกหอคอยผู้พิทักษ์ด้วยตัวเพียงคนเดียวในค่ำคืนแห่งจันทร์เสี้ยว  เห็นเด็กหนุ่มวัยละอ่อนอีกคนหนึ่งจากหอพักศิลามนตราที่เป็นถึงสี่ผู้คุมกฎคอยเข้าขัดขวางอย่างสุดความสามารถทุกวิถีทาง  เห็นการต่อสู้ของคนทั้งสองที่ดุเดือดเลือดพล่านอย่างน่าตกใจแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน  เห็นกระทั่งจุดจบวาระสุดท้ายในชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวของผู้บุกรุก  เห็นแม้แต่ความเศร้าเสียใจของใครบางคนที่เกิดขึ้นในใจในตอนนี้...ใช่ไหมล่ะ!? พ่อหนุ่มน้อย”

                    คำกล่าวชัดถ้อยชัดคำของอาจารย์มาตาที่สติกลับคืนมาแล้ว  เรียกสีหน้าซีดๆเหมือนไก่ต้มของเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ในเพียงแค่ชั่วพริบตา

                    “อาจารย์รู้!?”  เด็กหนุ่มจากหอพักราชันย์อัศวินคนที่ถูกทำนายเอ่ยถาม

                    “นั่นคือสิ่งที่ฉันมองเห็นจากในตัวเธอ  เธอจะเชื่อในสิ่งที่ฉันทำนายหรือไม่เชื่อนั้น  มันเป็นสิทธิ์ของเธอที่จะต้องตัดสินใจเอง  แต่ทุกสิ่งที่ฉันมองเห็นนั้นไม่เคยผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว”  เสียงตอบกลับที่ทำให้คนฟังต้องถอนหายใจอย่างยากเย็น

                   “ขอโทษด้วยครับ!! ผมมันโง่เองที่อวดเก่งและหยิ่งผยองในฝีมือของตนเองมากจนเกินไป  จากนี้ไปผมจะไม่ทำตัวแบบนี้เป็นครั้งที่สองอีกแล้ว”  เด็กหนุ่มคนเดิมลุกขึ้นยืนโค้งคำนับขอโทษอย่างที่เพื่อนในหอพักเดียวกันยังไม่อยากจะเชื่อในสายตา  เพราะคนตรงหน้าเป็นคนที่ดื้อรั้นยากแก่การควบคุม

                   “(เด็กหนุ่มวัยละอ่อนจากหอพักศิลามนตรา!? หรือว่าจะเป็น...รุ่นพี่รูเบเลีย!!)” 

                   ความคิดตรงกันของพวกเด็กนักเรียนทั้งหมดที่สังกัดหอพักศิลามนตรา

                   “เอาล่ะ! คนสุดท้ายของวันนี้จะเป็นใครดีนะ!?”  อาจารย์มาตาทำสีหน้าครุ่นคิด  พลางกวาดนัยน์ตาสีโกเมนมองนักเรียนภายในห้องทั้งหมด  ก่อนจะเดินมาหยุดยืนที่ด้านหน้าของแดน  แล้วเลื่อนมือของเธอลงมาแตะลงบนที่หน้าผากอย่างช้าๆ

                     “เนตรแห่งทวยเทพ!!”

                     ทันทีที่รับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของอาจารย์มาตาเป็นครั้งสุดท้าย  ปฏิกิริยาของร่างกายของเจ้าตัวก็ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง  ก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ

                     “โอ้! ข้าเห็น  ข้ามองเห็นแล้ว  เห็นเด็กหนุ่มจากหอพักศิลามนตราผู้...” 

                     ไม่ทันจะพูดจนจบประโยค  ร่างของอาจารย์มาตาตรงหน้าก็ทรุดลงนั่งคุกเข่ากับพื้นด้วยท่าทีอ่อนแรงเหมือนคนที่โดนดูดกลืนพลังงานไปจนหมด  สีหน้าบ่งบอกถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด  เหมือนเจ้าตัวจะเห็นภาพอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรจะเห็นเข้าแล้ว 

                     “เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ!? อาจารย์มาตา”  แดนรีบเข้าไปประคองรับ

                     “มะ...ไม่เป็นอะไรแล้ว  ขอบใจมาก”  อาจารย์มาตากล่าว  แล้วรีบเดินผละออกไปในทันที

                     “(ท่าทางอาจารย์ดูแปลกๆแฮะ)”  กาเบโล่มองดูอย่างพิจารณาท่าที

                     “เอาล่ะ! วันนี้ก็หมดเวลาเรียนคาบนี้แล้ว  อาทิตย์หน้าเราค่อยมาเจอกันใหม่”

                     ทันทีที่สิ้นเสียงกล่าวด้วยท่าทีอันอ่อนแรงของอาจารย์มาตาอีกครั้ง  เสียงออดหมดเวลาก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณไล่ตามหลัง  ก่อนที่ทั้งหมดจะมุ่งหน้ากลับสู่หอพักศิลามนตราเพื่อเข้าไปกินอาหารเที่ยงกว่าห้าสิบชนิดกันที่ห้องอาหารสุดหรูเลิศเช่นตามเคย  ถึงแม้ว่าทั้งหมดจะอยากลองไปกินอาหารที่ห้องอาหารกลางใต้ตึกอาคารเรียนหลักดูบ้างก็ตามที  แต่ติดตรงที่มันมีราคาแพงลิบลับเมื่อเทียบกับของฟรีที่หอพักที่ตนเองเข้าสังกัดนำมาเสิร์ฟ

                     “น่าเสียดายชะมัด!! ฉันล่ะอยากรู้จริงๆว่าอนาคตอันใกล้ของนายเป็นยังไงบ้างนะ  เผื่อว่าจะมีความลับอะไรที่ปกปิดพวกเราแอบซ่อนอยู่ในใจ  จะได้ล้วงความลับให้คายออกมาให้หมดไง?”  โมบาราคิเอ่ยปากบ่นเป็นคนแรก  ตามด้วยเสียงหัวเราะดังลั่น  ก่อนจะตักข้าวผัดเนื้อบากิเข้าไปในปาก 

                     “ฉันไม่มีความลับปิดบังอะไรพวกนายหรอกน่า”  แดนส่ายหน้าปฏิเสธ

                     “แต่ฉันสงสัยว่าทำไมตอนที่อาจารย์มาตาใช้ความสามารถทำนายอนาคตให้นายอยู่นั้น  ถึงกลับได้มีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้นด้วยนะ!?”  กาเบโล่เอ่ยอย่างใช้ความคิด

                     “นายก็คิดอย่างงั้นเหรอ? นึกว่ามีแต่พวกเราสี่คนเท่านั้นที่คิดไปเองข้างเดียว”  มิคาเอลเอ่ยต่อ  ส่วนคนอื่นๆที่นั่งอยู่ด้านข้างได้แต่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

                     “อาจจะเป็นเพราะแกใช้พลังงานไปกับความสามารถในตอนแรกจนหมดแล้วก็ได้ล่ะมั้ง  ถึงได้พยายามฝืนที่จะใช้ความสามารถอีกครั้ง  พวกเราก็เลยมองเห็นเหมือนกับว่าแกกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นไปได้”  อูคาเอ่ยแสดงความคิดเห็น

                     “ที่นายพูดมาก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกันนะ  เพราะเท่าที่ฉันสามารถลองจับสัมผัสของคลื่นพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาดู  ก็เยอะเอาการเลยทีเดียว”  เซโน่เอ่ยสนับสนุน

                     “ถึงนายจะคิดอย่างนั้นก็เถอะนะ  แต่ฉันกลับคิดว่าคลื่นพลังงานในตัวของอาจารย์มาตาเองก็น่าจะต้องมีเยอะพอสมควรเลยทีเดียว  การจะทำนายอนาคตของใครสักคนนอกจากจะต้องสิ้นเปลืองพลังงานแล้ว  ยังต้องสิ้นเปลืองพลังจิตมากพอดู  เรื่องนี้ตัวอาจารย์มาตาเองก็น่าจะต้องรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว  คิดว่างั้นไหมล่ะ”  วีอาร่ากล่าวแย้ง

                     “อืม  นั่นสินะ  อาจารย์แกเองก็น่าจะต้องรู้จักตัวของตัวเองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว  ไม่งั้นคงไม่เลือกความสามารถนี้ออกมาใช้ได้จนชำนาญหรอก”  แอเดียกล่าวเสริม

                     “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง  แล้วอาจารย์แกหวาดกลัวอะไรกันล่ะ!?”  รินยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย

                     “เอาน่าๆ  คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ  ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง  ที่สำคัญตอนนี้ก็ใกล้หมดเวลาพักเที่ยงแล้วด้วยนะ  อีกเดี๋ยวพวกเราต้องรีบไปเรียนต่อแล้ว  ขืนแต่มัวชักช้ามีหวังไปเรียนสายกันพอดี”  แดนรีบเอ่ยตัดบทเปลี่ยนเรื่องคุย  แล้วตั้งหน้าตั้งตาลงมือกินอาหารที่ตักมาตรงหน้าเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว  จนเพื่อนคนอื่นๆต้องรีบทำตามคำบอกกล่าว

                     เสร็จจากกินข้าว  ทั้งหมดก็ก้าวเท้าเดินออกจากหอพักศิลามนตรามุ่งหน้าสู่ลานกว้างบนชั้นดาดฟ้าของตัวตึกเรียนทางฝั่งทิศตะวันตกที่เป็นสถานที่เรียนในคาบเรียนวิชาศาสตร์แห่งการป้องกันตัว

                     ทันทีที่เดินมาถึง  สายตาของทุกคนก็ต้องปะทะเข้ากับร่างของชายแก่เครายาวร่างเล็กที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนพื้นอย่างสงบใจ  ก่อนที่นัยน์ตาทั้งสองข้างของเจ้าตัวจะค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ  เพียงเท่านี้แรงกดดันอันมหาศาลและหนักหน่วงก็ถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง  จนทำให้เหล่าบรรดาเด็กนักเรียนชั้นปีหนึ่งจากหลายหอพักแทบทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นด้วยท่าทีหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ  เม็ดเหงื่อเริ่มไหลซึมอาบทั่วทั้งตัวจนเปียกโชกเหมือนพึ่งผ่านการอาบน้ำมายังไงยังงั้น 

                     มีเพียงแค่เซโน่  มิคาเอล และ เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีแดงเพลิงอีกคนหนึ่งจากหอพักราชันย์อัศวิน  สามคนเท่านั้นที่ยังคงต้านทานแรงกดดันนี้ได้ 

                     “(ความรู้สึกแบบนี้มันอะไรกัน!?)” 

                     แดนเงยหน้ามองชายแก่ตรงหน้าด้วยท่าทีที่ยากแก่การประเมิน  ก่อนจะย้อนหันกลับมามองคนทั้งสามอย่างชื่นชม  ไม่รู้ว่าพวกมันทนแรงกดดันอันมหาศาลและหนักหน่วงแบบนี้อยู่ได้ยังไงกัน

                     “ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่คาบเรียนวิชาศาสตร์แห่งการป้องกันตัว  ฉันชื่อ ฮาวเดรีย  พาราน่า เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและควบคุมดูแลในวิชานี้” 

                      พูดจบเจ้าตัวก็ค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง  พยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าตามอายุขัยที่เหลือน้อยลงตามกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านพ้นแล้วเดินเข้ามาหา  พร้อมกับที่แรงกดดันอันมหาศาลและหนักหน่วงเมื่อกี้นี้ได้จางหายไป

                      “ฉันต้องขอยอมรับเลยนะว่าพวกเธอทั้งสามคนนี่เก่งกันจริงๆ  ไม่คิดว่าจะสามารถต้านทานแรงกดดันของฉันคนนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นพลังเพียงแค่ส่วนเดียวก็ตามที”

                      “(ส่วนเดียว!! ตาแก่นี่มันไม่ธรรมดาอย่างที่คิดซะแล้ว!!)”  นัยน์ตาของทุกคนเบิกกว้างด้วยความตกใจ

                      “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามากไปกว่านี้  วันนี้เราจะฝึกนั่งสมาธิกัน  โดยการรวบรวมสติให้นิ่ง  ตั้งสมาธิให้มั่น  แล้วดึงพลังครอบคลุมร่างกายทั่วทั้งร่าง  พร้อมกับกำหนดจิตพุ่งตรงไปข้างหน้าหมายเป็นโล่ปราการที่ใช้ปกป้อง  เมื่อนั้นก็สามารถต้านทานแรงกดดันของฉันได้แล้ว  แต่ถ้าใครที่ทนไม่ไหวกับการฝึกนี้ก็ให้กลับออกไปรอที่ข้างล่างใต้ตึกเรียนในทันที  อย่าฝืนเป็นอันขาด” 

                      คำกล่าวของอาจารย์ฮาวเดรียที่เรียกคิ้วทั้งสองข้างของพวกนักเรียนให้ต้องขมวดเข้ากันอย่างหนัก  ยกเว้นก็แต่คนทั้งสามที่พยักหน้าอย่างเข้าใจในความหมายแฝง

                      “ที่อาจารย์ฮาวเดรียพูดออกมาเมื่อกี้นี้  ก็คือ  หนึ่งในหกมหาวิถีแห่งจิต “ตราโล่แห่งจิต” พลังที่จะช่วยในการปกป้องจิตสังหารของศัตรูที่หมายพุ่งเข้ามาทำร้ายเรา  เป็นกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานที่พวกระดับยอดฝีมือเค้าใช้ฝึกฝนเพื่อป้องกันตัวกัน”  คำอธิบายของมิคาเอลช่วยไขความกระจ่างให้ชัดเจนขึ้น

                      “แล้วฝึกยากไหมอ่ะ!?”  แอเดียเอ่ยปากถาม

                      “มันก็แล้วแต่ความสามารถส่วนตัวของแต่ละคน  บางคนก็ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะฝึกสำเร็จ  แต่บางคนก็ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น”  เซโน่อธิบายแทน

                       “แล้วนายล่ะ!?”  โมบาราคิย้อนถามอีกครั้ง

                       “สองปี”  คำตอบสั้นแต่ได้ใจความ

                     “แล้วเธอล่ะ!? มิคาเอล”  มาเลหันไปถาม

                     “ของฉันมากกว่าของหมอนั่นตั้งปีหนึ่งแหนะ”  มิคาเอลเอ่ยตอบต่อ

                     “เอาล่ะ! จากนี้ไปฉันจะปล่อยแรงกดดันแบบเมื่อกี้นี้ใส่พวกเธอทุกคนอีกครั้ง  ส่วนพวกเธอก็รีบทำตามคำบอกกล่าวที่ฉันได้พูดไปเมื่อกี้นี้ก็แล้วกันนะ” 

                     สิ้นคำอาจารย์ฮาวเดรียก็ค่อยๆเปิดเปลือกตาลืมขึ้นอย่างช้าๆ  ขณะที่แรงกดดันเริ่มกลับมาหนักหน่วงอีกครั้ง  ส่วนพวกเด็กนักเรียนทุกคนจากทุกหอพักก็รีบทำตามคำแนะนำโดยไม่มีการรีรอแต่อย่างใด

                     “(หนักหน่วงกว่าเก่า!!)”

                     คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวสมองของแดน  ก่อนที่จะเจ้าตัวจะหลับตาพริ้มลง  เริ่มตั้งสติรวบรวมสมาธิให้มั่นคง  แล้วกำหนดจิตพุ่งตรงไปข้างหน้าหมายเป็นโล่ปราการที่ใช้ปกป้องตามคำบอกกล่าวของอาจารย์ฮาวเดรีย

                     ฉับพลันแรงกดดันอันมหาศาลและหนักหน่วงที่พุ่งตรงเข้ามาปะทะผ่านร่าง  ก็เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างน่าแปลกใจจนเหมือนกับสายลมอันอ่อนไหวที่พัดผ่านให้คลายร้อน

                     แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้น  เมื่อพลังงานภายในร่างเริ่มแปรปรวนยากแก่การควบคุมด้วยการแทรกแซงของคลื่นพลังงานอีกสายหนึ่งที่ร้อนระอุดังเปลวไฟ

                     “อะ...อือ”  แดนแสดงสีหน้าถึงความอึดอัด

                     “(ฮะ...ฮ่า  แบบนี้สิถึงจะสามารถยึดครองร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบสักที  ไม่คิดว่าแรงกดดันจากภายนอกจะช่วยเสริมพลังให้กับข้าคนนี้ได้อย่างมากขนาดนี้  ถึงเวลาที่ข้าจะได้เป็นอิสระกับเค้าแล้วสินะ)”

                     เสียงพูดในความคิดเอ่ยดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง  พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นพลังงานที่ร้อนระอุดังเปลวไฟขนาดมหาศาลออกมาเข้าแทนที่  กลืนกินคลื่นพลังงานอีกสายหนึ่งอย่างรวดเร็ว 

                     ทว่ามันก็เป็นได้เพียงแค่ความฝันที่ไร้ความจริง  เมื่อกระแสพลังงานความร้อนอีกสายหนึ่งที่ดูจะอบอุ่นกว่ากำลังหมุนวนอยู่ตรงบริเวณหน้าท้อง  แล้วค่อยๆแผ่ขยายเข้ามาแทนที่ตามหน้าที่ของมันโดยอัตโนมัติ 

                     “(อะ...โอ้ยยยยยย!! อะ...เอาอีกแล้ว? อะ...ไอ้ผนึกบ้านี่มันผนึกพลังของข้าคนนี้อีกแล้ว!? เมื่อไหร่มันจะรู้จักจบจักสิ้นกันสักทีนะ!?)”  เสียงพูดในความคิดเริ่มมีอาการอึดอัดแทนเจ้าของร่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ส่วนเจ้าของร่างก็เริ่มกลับมามีสีหน้าดีขึ้นเป็นปกติ

                     “แดน!! นายยังทนไหวอยู่รึเปล่า!?”  เซโน่ที่ยืนอยู่ด้านข้างหันมาถาม

                     “อืม  ยะ...ยังพอทนไหว  เมื่อกี้แค่รู้สึกอึดอัดขึ้นมานิดหน่อย  แต่ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว”  แดนยิ้มตอบ

                     “นายยังพอทนไหว  แต่พวกฉันนี่สิจะทนไม่ไหวแล้ว”  อูคากับบาคาเอ่ยปากบ่นแบบประสานเสียง  พยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้งอย่างยากเย็น

                     “ถ้าพวกนายทนไม่ไหวก็กลับลงไปรอที่ชั้นล่าง  อย่าฝืนเชียว  ไม่งั้นถึงตายได้เลยนะ” 

                     คำเตือนเรียบๆของมิคาเอลที่ดังแทรกเข้ามา  เรียกสติของคนทั้งสองให้เหลียวสายตาหันกลับมามอง  ก่อนที่ทั้งสองคนจะถอยล่นไปที่บันไดทางเดินแล้วลับหายไปในชั่วพริบตา

                     นอกจากเจ้าฝาแฝดทั้งสองคนแล้ว  นักเรียนคนอื่นจากต่างหอพักก็เริ่มกันทยอยถอยล่นออกไปที่บันไดทางเดินกันอย่างไม่ขาดสาย  บางคนมีสภาพเหงื่อโทรมกายทั่วทั้งตัว  บางคนมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง  บางคนถึงกับหน้าซีดเผือดหายใจรวยระริน  แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังสามารถทนต่อแรงกดดันนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย

                     จากวินาทีเป็นนาที  จากนาทีเป็นชั่วโมง  จากชั่วโมงเป็นสองชั่วโมง  จากสองชั่วโมงไปจนเกือบจะหมดเวลาในการเรียนการสอน  บัดนี้ภายในลานกว้างบนชั้นดาดฟ้าเหลือนักเรียนอยู่เพียงแค่สิบคนเท่านั้น  เป็นเด็กนักเรียนจากหอพักพันทิวาราตรีสองคน  เด็กนักเรียนจากหอพักราชันย์อัศวินสามคน  เด็กนักเรียนจากหอพักปราการเจตจำนงสองคน และ เด็กนักเรียนจากหอพักศิลามนตราสามคน

                     “วันนี้พอแค่นี้ก่อน”

                     คำกล่าวปิดชั้นเรียนของอาจารย์ฮาวเดรียดังขึ้นเรียกสติของทุกคนที่เหลือ  ขณะที่เจ้าตัวค่อยๆปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง  พร้อมกันกับที่แรงกดดันอันมหาศาลและหนักหน่วงเมื่อกี้นี้ได้จางหายไปจนหมดสิ้น

                     ทั้งแดน  เซโน่  มิคาเอล และ นักเรียนคนอื่นจากต่างหอพัก  ต่างก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยท่าทีหมดเรี่ยวแรงชนิดแทบพยุงตัวลุกขึ้นยืนยังแทบจะไม่ไหว  ตามด้วยเสียงหายใจหอบๆอย่างหนัก

                     “ร่างกายของนายมีอะไรแปลกๆบ้างรึเปล่า!? แดน”  เซโน่เอ่ยปากพูดเป็นคนแรกหลังจากที่เงียบกันมานาน

                     “ไม่มีนี่”  แดนหันมองสำรวจตัวเองอย่างละเอียด

                     “นายนี่ก็เก่งเหมือนกันนะที่สามารถต้านทานแรงกดดันได้เท่ากับพวกเราขนาดนี้  ขนาดตอนที่ฉันฝึกครั้งแรกยังทนได้แค่เพียงครึ่งชั่วโมงเอง”  มิคาเอลกล่าวอย่างชื่นชม

                     “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำได้ยังไง  เพราะบางทีพลังงานภายในร่างกายของฉันมันก็แปรปรวนไปมาตั้งหลายต่อหลายรอบ  แต่ก็ยังฝืนทนได้สบายๆ”  ยิ่งพูดแดนก็ยิ่งมีสีหน้างุนงงหนักกว่าเก่า

                     “นายอาจจะมีความสามารถแฝงอยู่ในตัวก็ได้”  เซโน่เอ่ยอย่างวิเคราะห์

                     “ความสามารถแฝง!?”  แดนทวนคำ

                     “อืม  ก็มันน่าแปลกใจนี่นา  เพราะฉันเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครที่สามารถทนแรงกดดันขนาดนี้ได้  ถ้าหากว่าไม่เคยได้ฝึกฝน “ตราโล่แห่งจิต” มาก่อน  ยกเว้นก็มีแต่พวกที่มีความสามารถแฝงเท่านั้นแหละที่ทำได้”  มิคาเอลกล่าวเสริมด้วยท่าทีหยอกล้อ  ก่อนที่แดนจะผ่อนคลายความรู้สึกอึดอัดลง

                     “ว่าแต่อาจารย์ฮาวเดรียเถอะ  ฉันว่าเขาอาจจะเป็นยอดฝีมือในตำนานก็ได้นะ  เพียงแค่เขาลืมตาก็สร้างแรงกดดันอันมหาศาลออกมาได้มากขนาดนั้น”  แดนแสดงความคิดเห็น  แต่อีกสองคนกลับยิ้มย่องที่มุมปาก

                     “นี่นายคงจะไม่รู้สิท่าว่าอาจารย์ฮาวเดรียที่นั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าของพวกเรานี้เป็นใคร?”  เซโน่เอ่ยถามด้วยเสียงเรียบ

                     “พวกหัวหน้าหน่วยรบโซดิแอ็คสังกัดพิเศษล่ะมั้ง”  แดนตอบแบบขอไปที

                     “ถูกต้อง”  คำตอบสั้นๆจากปากของเซโน่  กลับเรียกให้นัยน์ตาของแดนต้องเลิกสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ